ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบอร์น(1)
โดยจ้อ
จากวิชาการ.คอม: (http://www.vcharkarn.com/)
- Annus mirabilis(1)
พ.ศ. 2548
เป็นปีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับไอน์สไตน์ครับ
เพราะนอกจากจะครับรอบ50ปีที่เขาเสียชีวิตแล้ว
ยังเป็นการครบรอบ 100ปี
ที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ
องค์การสหประชาชาติจึงได้ยกย่องให้เป็นปีฟิสิกส์โลกด้วย
และด้วยเหตุนี้เองทันทีที่เพื่อนฝรั่งของผมในเจนีวาชวนให้มาเยี่ยมเยียน
ผมจึงไม่รอช้าที่จะเดินทางมายังสวิสเซอร์แลนด์
โดยจุดมุ่งหมายสำคัญนอกจากไปบรรยายและขอความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแล้ว
เบอร์น
เมืองหลวงแห่งสวิสเซอร์แลนด์คือเป้าหมายหลักของการเดินทาง
ก็ที่กรุงเบอร์นนี่แหละครับที่เมื่อ100ปีก่อน
เป็นที่พำนักของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ซึ่งขณะนั้นอายุ 26 ปี และศึกษาฟิสิกส์เป็น
งานอดิเรก

นักประวัติศาสตร์หลายท่านเรียก ค.ศ.1905
ว่าเป็น Annus mirabilis(1)
หรือปีทองของไอน์สไตน์
เพราะภายในเวลาไม่ถึงเจ็ดเดือน
ไอน์สไตน์สร้างผลงานประวัติศาสตร์ถึงห้าชิ้น
เดือนมีนาคมปีนั้นเขาสร้างทฤษฎีควอนตัมของแสงเพื่ออธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก
ผลงานที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล
ถัดมาในเดือนเมษายนและพฤษภาคมไอน์สไตน์ตีพิมพ์บทความสองบทความ
ชิ้นแรกเสนอวิธีการวัดขนาดของโมเลกุล
ชิ้นที่สองอธิบายการเคลื่อนที่ของโมเลกุลที่เรียกว่า Brownian motion
จากนั้นในเดือนมิถุนายนทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพพิเศษก็เสร็จสมบูรณ์
และในปลายปีเดียวกันไอน์สไตน์จบปีมหัศจรรย์ของเขาด้วยสมการที่ดังที่สุดในโลก
E = mc2
แม้ว่าความยิ่งใหญ่ของไอน์สไตน์ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น
ผลงานอัจฉริยะอย่างทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพทั่วไปยังคงติดตามออกมาในอีกสองปีถัดจากนั้น
แต่เชื่อหรือไม่ว่าทฤษฎีสำคัญเหล่านี้ไอน์สไตน์ค้นพบขณะที่พำนักอยู่ในกรุงเบอร์นแทบทั้งหมด
ไอน์สไตน์มีความเป็นอยู่อย่างไรในเบอร์นเมื่อร้อยปีที่แล้ว
สถานที่อย่างสำนักงานจดสิทธิบัตร
ที่ๆเขาค้นพบกฎแห่งสัมพันธ์ภาพจะยังคงอยู่หรือไม่
ผมแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้ไปสัมผัสสถานที่ประวัติศาสตร์เหล่านั้น
เช้าวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน ผมก็ควักเงิน
(เรียกว่าทุบกระปุกจะดีกว่า)
เก้าสิบเอ็ดฟรังก์สวิส
พาตัวเองมาอยู่บนรถไฟมุ่งหน้าจากเจนีวา
ผ่านภูมิประเทศอันสวยงามของสวิสแลนด์
ที่พรมด้วยละอองฝนในฤดูใบไม้ผลิ
มุ่งหน้าสู่กรุงเบอร์น ด้วยความตื่นเต้นไปตลอดทาง
- เบอร์นและไอน์สไตน์
ไอน์สไตน์เข้ามาพำนักในเบอร์นเมื่อกุมภาพันธ์ปี
ค.ศ. 1902
แต่กว่าที่เขาจะได้งานประจำในสำนักงานจดสิทธิบัตรก็ต้องรอจนถึงเดือนมิถุนายน
โดยการช่วยเหลือของเพื่อนรักร่วมชั้นเรียน มาแซล
กรอสแมน (Marcel Grossman)
ตำแหน่งของไอน์สไตน์เมื่อเริ่มเข้าทำงานคือ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคระดับสาม (technical expert
third class)
และได้เลื่อนเป็นตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญระดับสองในปี
ค.ศ. 1906 จนถึงปี ค.ศ. 1908
เมื่อเริ่มมีชื่อเสียงจึงได้งานผู้ช่วยสอนที่มหาวิทยาลัยเบอร์น
แต่เขายังคงทำงานที่สำนักงานจดลิกสิทธิแห่งนี้ต่อไปหนึ่งปีจึงลาออกเพื่อที่จะไปรับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยซูริกในปี
ค.ศ. 1909

พอรถไฟเทียบชานชลาสถานีเบอร์น
ผมก็ตรงดิ่งเข้า Tourist information centre
คว้าแผนที่และข้อมูลที่เกี่ยวกับไอน์สไตน์เท่าที่จะหาได้
หลังจากดูแผนที่จนทราบเส้นทางแน่นอนแล้ว
ผมก็เดินจ้ำออกจากสถานีรถไฟมุ่งตรงสู่ย่านเมืองเก่าของเบอร์นทันที

จุดหมายแรกที่ผมต้องการเยี่ยมชมคือบ้านเก่าหลังหนึ่งของไอน์สไตน์
เลขที่ 49 ถนนแครมกาซเซ่ (Kramgasse)
ซึ่งบ้านหนังนี้ทางเมืองเบอร์นได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้
ส่วนบ้านเก่าหลังอื่นๆของไอน์สไตน์นั้นถ้าไม่ถูกทุบทิ้งไปแล้ว
ก็เป็นมีผู้ครอบครองใหม่อาศัยอยู่ไม่สามารถที่จะเข้าชมได้
ระหว่างทางเดินไปบ้านไอน์สไตน์ผมเดินผ่านถนน
มาร์คท์กาซเซ่ ( Marktgasse) หรือ ถนนตลาด ค่าว่า Gasse ในภาษาเยอรมันแปลว่า ตรอก หรือซอย ครับ
แต่เจ้าตรอกนี้มันใหญ่กว่าพอๆกับถนนเอกมัย
ผมจึงคิดว่าน่าจะเรียกว่าถนนจะเหมาะกว่า
ย่านเมืองเก่าของเบอร์นสวยงามมากน่าชื่นชมที่เขาอนุรักษ์และเห็นคุณค่าของตึกเก่าๆ
สัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองนี้คือหอนาฬิกาและน้ำพุ
อย่างที่เห็นในภาพด้านซ้ายน้ำพุอันที่เห็นมีชื่อว่า Fontaine de Tireur
ส่วนหอนาฬิกาที่ตั้งอยู่ท้ายถนนมาร์คท์กาซเซ่นั้น
ภาษาเยอรมันเรียกว่า ไซต์กล็อกเค่นทัวร์ม
(Zeitglockenturm) ซึ่งมีชื่อเสียงมาก
ด้านหลังหอนาฬิกานั่นก็คือถนนแครมกาซเซ่
(Kramgasse) เป้าหมายของผมครับ
ส่วนภาพด้านขวามือเป็นถนนมาร์คท์กาซเซ่ในสมัยของไอน์สไตน์
เพียงว่าถ่ายจากมุมที่มองไปยังด้านหัวถนน

ตอนที่ผมไปถึงนั้นเป็นเวลาใกล้เที่ยงพอดี
แม้ว่าในขณะนั้นจะมีฝนตกปรอยๆแต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวหลายคนยืนรออยู่หน้าไซต์กล็อกเค่นทัวร์มเพื่อที่จะดูตุ๊กตาตัวเล็กๆออกมาเต้นระบำเมื่อถึงเวลาเที่ยงตรง
แม้ว่าผมจะเดินผ่านไปโดยไม่ได้สนใจรอดูตุ๊กตาเหล่านั้น
แต่ก็ยังอดสงสัยในใจไม่ได้ว่า อัลเบิร์ต
ไอน์สไตน์จะได้รับแรงบันดาลใจจากหอนาฬิกานี้หรือไม่
เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้วเขาอาจจะนั่งรถรางผ่านมันแล้วหันกลับมามองดูเวลาที่นาฬิกาเรือนโต
ไอน์สไตน์อาจจะออกแบบการทดลองในหัวสมองอย่างที่ชอบทำ
เขาจะสงสัยบ้างไหมนะว่า
ถ้ารถรางที่เขานั่งกำลังวิ่งห่างออกไปจากหอนาฬิกาด้วยอัตราเร็วที่เข้าใกล้อัตราเร็วของแสงละก็
นาฬิกาที่เขามองเห็นมันจะเดินช้าลง!
ผมจำต้องหยุดพักจินตนาการไว้ชั่วคราวเมื่อพบว่าตัวเองมายืนหน้าแฟลตเล็กๆ
อย่างที่เห็นในภาพนั่นแหละครับ
สถานที่แห่งนี้แหละครับ ที่ไอน์สไตน์กับ "มิเลวา"
ภรรยาของเขา เคยอาศัยอยู่ช่วงระหว่าง ตุลาคม
ค.ศ.1903 ถึง พฤษภาคม ค.ศ.1905
และพวกเขาได้ให้กำเนิดลูกชายคนแรกคือ ฮานส์
อัลเบิร์ต ( Hans Albert)ที่บ้านหลังนี้ด้วย
นอกจากนี้มันยังเป็นสถานที่นี้ประวัติศาสตร์ของฟิสิกส์
เพราะทฤษฎีโฟโตอิเล็กตริก
การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน
และทฤษฎีสัมพัทธภาพไอน์สไตน์คิดค้นได้ขณะที่เขาพักอยู่ที่บ้านหลังนี้แหละครับ
...
ขณะที่ผมมาถึงพิพิธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์นั้น
ยังไม่สามารถเข้าชมได้
เพราะมีกลุ่มทัวร์จองไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว
ต้องรอจนถึงเที่ยงสี่สิบห้าถึงจะเข้าได้
ผมจึงยืนรออยู่หน้าบ้าน และพลางจินตนาการต่อไปว่า
ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายนเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้
ไอน์สไตน์กำลังเดินออกจากบ้านหลังนี้เพื่อไปทำงานที่สำนักงานจดสิทธิบัตร
ในมือของเขาอาจจะถือกระดาษต้นฉบับของทฤษฎีโฟตอนที่กำลังจะตีพิมพ์ในวารสารAnnalen
der Physik
และเปลี่ยนโลกทั้งโลกให้เข้าสู่ยุคควอนตัม (On a
heuristic point of view concerning the
production and transformation of light ,
Ann.Phys.Lpz 17 132-148)
(1) เดิมทีเดียวนั้นวลีภาษาละติน Annus mirabilis หรือ
Years of wonders ใช้เพื่อยกย่องช่วงเวลาระหว่างปี
ค.ศ. 1964-1966 ซึ่ง เซอร์ไอแซค นิวตัน
วางรากฐานสำคัญในหลายๆสาขาของวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์
โดยนักประวัติศาสตร์ได้นำมาเปรียบเทียบกับ ปี ค.ศ.
1905
ซึ่งไอน์สไตน์ได้วางรากฐานในหลายๆเรื่องของฟิสิกส์ยุคใหม่
ตอนที่
2
- พิพิธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์...........................
- ผลงานอัจฉริยะ.........................................
ตอนที่
3 - ตามรอยไอน์สไตน์....................................
--
E=mc2
และ Einsteins happiest thought
เกี่ยวกับผู้เขียน(จ้อ)
|