|
ในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
ในเดือนมิถุนายนนี้ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
กระทรวงวัฒนธรรม ได้มีการรวบรวม 60 เรื่องในหลวงของเรา
รวมทั้งเหตุการณ์ต่างๆ
อันเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
เพื่อเป็นเกร็ดความรู้ให้พสกนิกรชาวไทยได้เทิดไท้องค์เหนือหัวของคนไทยทุกคน
วันที่ 5 ธันวาคม 2470 ตรงกับวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น
12 ค่ำ ปีเถาะ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช พระราช
โอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์
และหม่อมสังวาลย์ ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมือง เคมบริดจ์
รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เหตุที่ประสูติที่อเมริกา
เพราะขณะนั้น พระบรมราชชนก เสด็จทรงศึกษาและปฏิบัติ
หน้าที่ราชการในต่างประเทศ ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช
คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรม
หลวงนราธิวาสราชนครินทร์
และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระนาม "ภูมิพลอดุลยเดช"
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่
7 มีความหมายว่า "ผู้ทรงกำลังอำนาจไม่มีอะไรเทียบในแผ่นดิน"
หลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
ทรงประกาศสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477
รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้กราบทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล
ซึ่งเป็นพระบรมเชษฐาธิราช
เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 8
แห่งราชจักรีวงศ์ จากนั้น วันที่ 10 กรกฎาคม 2478 พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้ รับเฉลิมพระนามเป็น
"สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช" ในครั้งนั้น
ทั้งสองพระองค์ยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ในปี 2480 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช สายพระเนตรสั้นลง
เป็นเหตุให้ต้องทรงฉลองพระเนตรนับ ตั้งแต่นั้นมา
ในปี 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง
รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
ซึ่งขณะนั้นทรงพระชนมายุครบ 20 พรรษา
เสด็จกลับมาประทับเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทย
ในการเสด็จนิวัตสู่ประเทศไทยครั้งนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะพระเจ้าน้องยาเธอฯ
ได้เสด็จกลับมาด้วย โดยได้เสด็จถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2488
อันตรงกับวันพระราชสมภพ ขณะมีพระชนมายุครบ 18 พรรษาบริบูรณ์
ใน วันที่ 9 มิถุนายน 2489
ประชาชนชาวไทยต้องประสบกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เมื่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต
อย่างกะทันหันด้วยพระแสงปืน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง
และในวันเดียวกันนี้เอง
พระบรมวงศานุวงศ์และคณะรัฐมนตรีก็ได้กราบบังคมทูล
อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช
เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9
แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และได้มีการประกาศเฉลิมพระนามว่า
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช" แต่เนื่อง
จากในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 19 พรรษา
ยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองได้
อีกทั้งยังมีพระราชภารกิจเรื่องการศึกษา
จึงได้มีการแต่งตั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร
และพระยามานวรราชเสวี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
วันที่ 19 สิงหาคม 2489
ได้เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์พร้อมสมเด็จพระราชชนนี
และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธออีกครั้ง โดยก่อนจากประเทศไทยในครั้งนั้น
ได้ทรงเสด็จไปถวายบังคมลาพระบรมศพพระบรมเชษฐาธิราชที่พระบรมมหาราชวัง
ขณะที่ประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังสนามบินดอนเมือง
ได้มีประชาชนคนหนึ่งตะโกนว่า "อย่าละทิ้งประชาชน"
ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงมีพระ ราชนิพนธ์เรื่อง
"เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์"
ว่าทรงอยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า "ถ้าประชาชนไม่ "ทิ้ง" ข้าพเจ้าแล้ว
ข้าพเจ้าจะ "ละทิ้ง" อย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว..."
เมื่อเสด็จกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อศึกษาต่อ
ก็ได้ทรงเปลี่ยนจากสาขาวิทยาศาสตร์ มาทรงศึกษารัฐประศาสนศาสตร์
และนิติศาสตร์ เพื่อเตรียมพระองค์ในการเป็นพระประมุขของประเทศ
ในปี 2493 เมื่อเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยแล้ว
ได้ทรงกำหนดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม จนถึงวันที่ 29 มีนาคม
2493 อันเป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ
หลังจากนั้นใน วันที่ 28 เมษายน 2493
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ก็ได้ทรงจัดพระราชพิธีราชาภิเษก สมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร
ซึ่งพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก
สำหรับพระมหากษัตริย์ไทยในยุคประชาธิปไตย
ที่ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เช่นเดียวกับปวงชนชาวไทย
ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ได้ทรงจัด
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองแผ่นดินอย่างสมบูรณ์
โดยมีพระปรมาภิไธยว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร"
ซึ่งในครั้งนั้นได้ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า
"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
พร้อมกันนี้ได้ทรงสถาปนาเฉลิมพระเกียรติ ยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์
พระอัครมเหสี ขึ้นเป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินี"
ในวันที่ 22 ตุลาคม 2499
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงผนวช ณ พระอุโบสถ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์
สมเด็จพระสังฆราช (หม่อมราชวงศ์ชื่น นภวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร
ทรงเป็นพระราชอุปัชฌาย์ และสมเด็จพระสังฆราช ได้ถวายพระสมณฉายานามว่า
"ภูมิพโล ภิกขุ" ทรงประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร
ทรงดำรงอยู่ในเพศบรรพชิตอยู่ 15 วัน จึงลาผนวชเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน
2499 ในระหว่างทรงผนวช ได้มีพระบรม ราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
เป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติราชการแผ่นดินแทนพระองค์
ซึ่งทรงปฏิบัติราชกรณียกิจในตำแหน่ง
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อยเป็นที่พอพระราชหฤทัย
จึงได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ
ในปีเดียวกันนี้เอง
ในปี 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ เสด็จพระ
ราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชกาล
โดยเริ่มจากสาธารณรัฐเวียดนาม อินโดนีเซีย และสหภาพพม่า และในปี 2503
ก็ได้เสด็จพระราชดำเนิน เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา
และประเทศในทวีปยุโรป รวม 14 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน
2503-วันที่ 18 มกราคม 2504 ซึ่งในการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศครั้งนั้น
นอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ กับมิตรประเทศแล้ว
ทั้งสองพระองค์ยังได้ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจจนบังเกิดผลสำเร็จ
นำผลประโยชน์ มาสู่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมากมาย
ทรงเป็นที่กล่าวขานถึงพระบารมีเลื่องลือขจรไกล
ในปี 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ทรงเจริญพระชนมายุเสมอด้วยสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม
พระบรมราชชนก จึงทรงโปรดเกล้าฯ
ให้มีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลในวโรกาสมหามงคลข้างต้นตามโบราณราชประเพณี
ที่นิยมเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุเสมอด้วย
สมเด็จพระบรมราชบุพการี
ในวันที่ 9 มิถุนายน 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงกระทำ "พระราชพิธีรัชดาภิเษก" อันเป็นพิธีเฉลิม
ฉลองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี และในปี 2520
คณะบุคคลอันประกอบด้วยประชาชนทุกสาขาอาชีพ
ได้พร้อมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณ
ด้วยการน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา "มหาราช"
พร้อมจัดงานถวายพระพรและเฉลิมพระเกียรติในวันเฉลิมพระ ชนมพรรษา
โดยใช้ชื่อว่า "5 ธันวามหาราช" ต่อมา
เพื่อความพร้อมเพรียงในหมู่พสกนิกรชาวไทย ในอันที่จะถวายพระราชสมัญญา
"มหาราช" จึงได้มีการสำรวจประชามติทั่วประเทศ
ปรากฏว่าประชาชนมีความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรีขณะนั้น จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต
ถวายพระราชสมัญญา "มหาราช" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2530
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2529 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา
"อัครศิลปิน" แด่พระองค์ ด้วยทรงเป็นเลิศในศิลปะหลายสาขา เช่น
ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ และนฤมิตศิลป์ เป็นต้น คำ ว่า "อัครศิลปิน"
หมายถึง ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ หรือผู้เป็นใหญ่ในศิลปินก็ได้
เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นอกจากจะทรงเป็นเลิศในศิลปะทั้งปวงแล้ว
ยังทรงมีคุณูปการได้ทรงอุปถัมภ์แก่ศิลปินทั้งหลายด้วย
วันที่ 2 กรกฎาคม 2531 ได้มีการจัด
"ราชพิธีรัชมังคลาภิเษก" อันเป็นพระราชพิธีเฉลิมฉลองเนื่องใน
อภิลักษขิตสมัยที่ทรงครองราชสมบัติยาวนานกว่าสมเด็จ
พระมหากษัตราธิราชเจ้า แห่งราชอาณาจักรไทยทุกพระองค์ในอดีต
ซึ่งเป็นมหามงคลวโรกาส ที่หาได้ยากยิ่ง คือ ทรงครองราชย์สมบัติเป็นเวลา
42 ปี 22 วัน ซึ่งเป็นเวลาจำนวนปีและ
วันเท่ากับสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระอัยยิกาธิราช
วันที่ 9 มิถุนายน 2539 เป็นวันที่
ทรงครองราชย์สมบัติครบ 50 ปี
รัฐบาลได้จัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่เพื่อถวายเป็นราช
สักการะและถวายพระพรชัยมงคล พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่องานว่า
"พระราชพิธีกาญจนาภิเษก" นับเป็นมหามงคลสมัยพิเศษ
อีกวาระหนึ่งที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย
วันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ได้มีงาน "พระราชพิธีสมมงคล
พระชนมายุ 73 พรรษา เท่ากับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช"
(สมมงคล อ่านว่า สะ-มะ-มง-คล) คือวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระชนมายุได้ 26,469 วัน เท่ากับพระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1
วันที่ 9 มิถุนายน 2549 ปีนี้
เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่องานว่า "พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ
60 ปี" ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน
รวมทั้งพสกนิกรชาวไทยต่างร่วมใจ กันจัดกิจกรรมต่างๆ
เพื่อถวายเป็นราชสักการะ และร่วมเฉลิมฉลอง
โอกาสมหามงคลครั้งนี้ทั่วประเทศ
ที่สำคัญคือจะมีประมุขและพระบรมวงศานุวงศ์จากมิตรประเทศมาร่วม
ถวายพระพรด้วย
และใน วันที่ 5 ธันวาคม 2550 จะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ
80 พรรษา ซึ่งได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมา แล้วว่า
"พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550"
ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คือเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่
เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
"ในหลวง ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย" ซึ่งตลอดระยะเวลาแห่ง
การทรงครองราชย์ นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2489 ตราบจนปัจจุบัน
เป็นเวลา 60 ปีเต็ม จนกล่าวได้ว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงครอง
ราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ได้ทรงอุทิศพระวรกาย พระราชหฤทัย
และพระสติปัญญาบำเพ็ญ
พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งปวงเพื่ออาณาประชาราษฎร์ของพระองค์อย่างมากมายมหาศาลตลอดมา
จนยากยิ่งที่จะหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใด หรือประมุขของประเทศใดในโลก
มาเทียบเคียงได้ ดังนั้น ในโอกาสมหามงคลสมัยนี้
จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทั้งในและนอกประเทศได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
ของพระองค์ท่าน ด้วยการตั้งใจ "ทำความดี" และ "รู้รักสามัคคี"
ถวายเป็นพระราชสักการะ ให้สมกับที่พวกเรา
ได้มีบุญเกิดบนผืนแผ่นดินไทยที่มี
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช"
เป็นพระประมุขของชาติ กลุ่มประชาสัมพันธ์
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
#

เพลงบรรเลง เพลง Journey ( on the earth ) "การเดินทางของใจที่เที่ยงแท้
" ของ คุณ จำรัส เศวตาภรณ์ :
อยู่ใน อัลบั้มชุดที่ 8
Album Nirvana
(นิพพาน)
ในนามบริษัท กรีน มิวสิค จำกัด
ขอขอบคุณ
เป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย
|