|
โรงเรียนรูปแบบใหม่
นวัตกรรมการจัดการศึกษา รูปแบบใหม่ 5 รูปแบบ
(ทดลองนำร่องภาคเรียนแรก ปีการศึกษา 2546)
ดร.สิริกร มณีรินทร์
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ความเป็นมา
จากความพยายามของทุกฝ่ายที่จะปฏิรูปการศึกษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.2542
ทั้งด้านโครงสร้าง ด้านระบบบริหารจัดการและการปฏิรูปการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพและได้รับโอกาสอย่างทั่วถึง แต่ในความเป็นจริงที่โรงเรียนมีมากกว่า 40,000 โรงเรียน
ซึ่งมีความพร้อมทรัพยากรและศักยภาพแตกต่างกัน ทั้งๆ
ศักยภาพของโรงเรียน ชุมชนและผู้เรียนที่หลากหลาย
อีกทั้งประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
จึงเล็งเห็นว่ารัฐบาลต้องดูแลผู้เรียนทุกกลุ่ม
ไม่ทอดทิ้งผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้พิการ แต่ต้องสนับสนุน
ส่งเสริมผู้ที่พร้อมกว่า เช่น
เด็กปัญญาเลิศให้ก้าวไปข้างหน้าเต็มตามศักยภาพอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ
เปรียบเสมือนว่ากระทรวงศึกษาธิการต้องเตรียมเส้นทาง 2 เส้น คู่ขนานกัน
คือเส้นถนนธรรมดาที่รองรับผู้เรียนทั่วไป และทางด่วน (Fast Track)
สำหรับผู้ที่พร้อมจะขับเคลื่อนด้วยความเร่งด่วนพิเศษ
ดังนั้นเมื่อการประชุมเรื่องการปฏิรูปอุดมศึกษา 10 มกราคม 2546 ฯพณฯ
นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
จึงได้มอบนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการเรื่อง Mini Ministry คือ
ให้มีองค์กรเล็กที่คล่องตัว
เพื่อสร้างระบบการทำงานแก่โรงเรียนและนักเรียนของในกลุ่ม 2 นี้
รวมทั้งจะพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นอิสระทางความคิด หลุดจากระเบียบที่รัดรึงเป็นอุปสรรคด้านต่างๆ และขยายผลอย่างเต็มรูปในโอกาสต่อไป
บุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ
ให้ก้าวทันโลกที่เทคโนโลยีเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ทั้งนี้โดยไม่ละเลยผู้เรียนโรงเรียนส่วนใหญ่ของประเทศวันนี้นโยบายของ ฯพณฯ
นายกรัฐมนตรีกำลังได้รับการสานต่ออย่างเป็นรูปธรรมด้วยโครงการ
สำนักพัฒนานวัตกรรม
ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยในเบื้องต้นจะพัฒนาโรงเรียนรูปแบบใหม่
5ลักษณะ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 ทั้งนี้โรงเรียนทั้ง 5
รูปแบบใหม่จะยังมีจำนวนไม่มากนัก เพื่อให้มั่นคงก่อนจะขยายผลตามแผนงานในระบบต่อไป
ท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(นางมัณฑนา
ศังขะกฤษณ์) เป็นประธาน โดยมีทีมงาน สนผ. อาทิ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์
ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า และดร.บังอร เสรีรัตน์ เป็นผู้ประสานงานกลาง
โรงเรียนรูปแบบใหม่ทั้ง 5ได้แก่
รูปแบบที่ 1 โรงเรียนในกำกับของรัฐ
ดร.สมเกียรติ ชอบผล ร่วมกับ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์
เป็นผู้รับผิดชอบประสานการดำเนินการ
รูปแบบที่ 2 โรงเรียนวิถีพุทธ
ดร.กมล รอดคล้าย ดร.ไพรัช สู่แสนสุข ดร.บรรเจอดพร รัตนพันธุ์
เป็นผู้รับผิดชอบประสานการดำเนินการและได้รับความเมตตาจากสมเด็จพุฒาจารย์
วัดสระเกศ สมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)
พระเทพโสภณ (ประยูร ธมมจิตโต) และรองศาสตาจารย์ บุญนำ ทานสัมฤทธิ์
รูปแบบที่ 3 แผนและยุทธศาสตร์สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
นายมังกร กุลวานิช ผอ.ธงชัย ชิวปรีชา คุณงามมาศ เกษมเศรษฐ และ ดร.รุ่งเรือง
สุขาภิรมย์ เป็นผู้รับผิดชอบประสานการดำเนินการ
รูปแบบที่ 4 โรงเรียนสองภาษา
ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม และนายนิวัตร นาคะเวช
เป็นผู้รับผิดชอบประสานการดำเนินการร่วมกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
รูปแบบที่ 5โรงเรียนใช้ ICT เพื่อพัฒนาการเรียนรู้
ดร.อธิปัตย์ คลี่สุนทร
เป็นผู้รับผิดชอบประสานการดำเนินการร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย 5แห่ง
โรงเรียนรูปแบบใหม่ทั้ง 5นี้ คือ
รูปแบบของความแตกต่างหลากหลายที่กำลังเริ่มต้นและจะเบ่งบานขยายออกไปเต็มแผ่นดิน
สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและประเทศชาติในด้านต่าง ๆ
โดยจุดเน้นของนวัตกรรมการศึกษาจะต่างกัน ได้แก่
- โรงเรียนในกำกับของรัฐ มีจุดเน้นที่การบริหารจัดการแบบเอกชนที่คล่องตัว
- โรงเรียนวิถีพุทธ มีจุดเน้นที่จิตวิญญาณ
เป็นการเรียนรู้รากเหง้าของภูมิปัญญาไทย คือ หลักธรรมพระพุทธศาสนา
อันทรงคุณค่า ให้ผสมผสานกับการปฏิรูปการเรียนรู้
- โรงเรียนสองภาษา มีจุดเน้นที่การใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้
ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินโครงการ
1. ผู้นำดำเนินการอย่างจริงจังจนเห็นผลทั้งระดับประเทศ กระทรวง
สถานศึกษาโดยกำกับดูแล ติดตาม และช่วยเอื้ออำนวยให้โครงการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
2. การสื่อสาร สร้างความรู้ ความเข้าใจกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง
โดยมีวัตถุประสงค์ของการสื่อสารที่ชัดเจน
3. ความพร้อมของสถานศึกษา
4. การประเมินผลมุ่งผลสำเร็จเป็นสำคัญและให้เป็นไปตามระบบเชิงวิจัยและพัฒนา
5. มีองค์กรที่รับผิดชอบโครงการที่มีการดำเนินการอย่างเป็นอิสระ และโปร่งใส
6. ทุกองค์ประกอบต้องสอดรับกันทั้งระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ
เป้าหมาย
พัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อ
1. เด็กและเยาวชนพัฒนาเต็มตามศักยภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีความพร้อม
2. ส่งเสริมให้สถานศึกษาที่มีความพร้อม สามารถพัฒนาการศึกษาได้อย่างก้าวกระโดด
(Fast Track)
3. เป็นแรงผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนการศึกษาอย่างรวดเร็ว
ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ
ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน
1. จัดให้มีทีมงานที่เข็มแข็งในการสร้างสรรค์วัตกรรมการศึกษา
และจัดให้มีระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น คล่องตัว ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร
และวิชาการ
2. ศึกษา
รวบรวมข้อความรู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศเพื่อเป็นแหล่งในการศึกษา
ค้นคว้า และพัฒนาการศึกษา
3. เน้นการทำงานในลักษณะเครือข่าย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder)
ทั้งภาครัฐเอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง
4. จัดระบบการติดต่อสื่อสาร และประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน แบ่งเป็น 3 ระยะ
ระยะที่ 1 : ทดลองนำร่องในโรงเรียนที่สมัครใจและมีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ
ซึ่งสามารถวัดผลประเมินผลได้ตามเกณฑ์กำหนดไว้
ระยะที่ 2 : พัฒนารูปแบบและสร้างองค์ความรู้เชิงวิจัย
และพัฒนาจากการทดลองนำร่องให้สามารถนำสู่การปฏิบัติจริงในโรงเรียนที่จะขยายผลต่อไป
ระยะที่ 3 : ทยอยขยายผลสู่โรงเรียน
กิจกรรมสำคัญ
1.
จัดตั้งสำนักพัฒนาวัตกรรมการจัดการศึกษาเพื่อทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการประสานงานการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา
2.
จัดให้มีแหล่งรวบรวมนวัตกรรมการศึกษาทั้งระดับชาติและเขตพื้นที่การศึกษาและจัดให้มี
Website นวัตกรรมการศึกษาเพื่อเป็นศูนย์ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์
3. ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมที่จำเป็น
4. ส่งเสริมให้สถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษาพัฒนานวัตกรรมการศึกษา
5. จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมการศึกษาระดับชาติและเขตพื้นที่
6.
มีระบบยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและใช้นวัตกรรมตลอดจนมีระบบเสริมแรงจูงใจแก่ภาคเอกชน
และองค์กรต่าง ๆ ที่มีสถานศึกษา
7. ระทรัพยากรจากหน่วยงาน หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
8. ปรับปรุงกฏระเบียบและแนวปฏิบัติให้เอื้อต่อการดำเนินงานนวัตกรรมการศึกษา
9. มีระบบการตรวจสอบประเมินโดยองค์กรภายนอก
10. ในการดำเนินการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาใช้กิจกรรมสำคัญดังนี้
(1) สำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ เพื่อสะท้อนความคิด
แนวปฏิบัติที่ผ่านมาเพื่อการพัฒนาโรงเรียนก่อนเริ่ม โครงการ
(2) จัดทำระบบการติดต่อสื่อสาร
และดำเนินการสื่อสารให้ข้อมูลทุกด้านของโครงการสู่กลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง
เพื่อปลุกเร้าคุณประโยชน์ที่จะได้รับทั้งผู้บริหารและผู้รับโดยใช้สื่อทุกรูปแบบที่ก่อให้เกิดผลกระทบ
(3) คัดเลือกโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาเข้าร่วมโครงการ
(4) ดำเนินการทดลองนำร่อง 5รูปแบบ
(5) สร้างความรู้ ความเข้าใจในรูปแบบการจัดการศึกษารูปแบบต่าง ๆ
เพื่อปรับกระบวนทัศน์ ( Paradigm ) แก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ
(6) ติดตามประเมินผลและปรับปรุงจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
(7) สรุปผลการดำเนินงาน
ระยะเวลาการดำเนินการ
ในเบื้องต้นระหว่างปีงบประมาณ 2546 2549
การติดตามประเมินผล
ติดตามประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
มีการพัฒนาในลักษณะก้าวกระโดดเพื่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษาที่เหมาะสมกับผู้เรียนในมิติที่เป็นความต้องการของประเทศในปัจจุบัน
ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ การบริหารจัดการแนวใหม่
การพัฒนาผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษสากลควบคู่กับการพัฒนาด้านจิตใจ
ทั้งนี้ในช่วงปีแรกมีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 10,000 คน
และมีโรงเรียนในโครงการประมาณ 272 โรง
1. โรงเรียนในกำกับของรัฐ
โรงเรียนในกำกับของรัฐเป็นโรงเรียนที่มีอิสระ คล่องตัว
และมีอำนาจตัดสินใจในการบริหารจัดการด้านวิชาการ การเงิน
การบุคคลกร และการบริหารทั่วไป
ด้วยระบบแบบมีส่วนร่วมส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาสู่ความเป็นเลิศและได้มาตรฐานสากลลดภาระด้านงบประมาณของรัฐบาลได้ในระยะยาว
ด้วยคาดหวังว่าจะนำแนวคิดและหลักการพื้นฐานที่เป็นความเชื่อและค่านิยมในเรื่องการกระจายอำนาจ
ที่เน้นการใช้โอกาสประชาชนให้มีส่วนร่วมและอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อตนเอง
ชุมชน ท้องถิ่น และสังคม
โดยรวม และการสร้างความเสมอภาพที่บุคคลมีเสรีภาพและโอกาสเท่าเทียมในทางเลือก
รวมทั้งมีความพร้อมที่จะยอมรับการตรวจสอบและรับผิดชอบในผลของการปฏิบัติงานของตนตามข้อตกลงที่มีไว้กับชุมชนและหน่วยงานต้นสังกัด
โดยนำมาประยุกต์สู่แนวทางการบริหารจัดการของโรงเรียนในกำกับของรัฐ
ที่เน้นการกระจายอำนาจโดยตรง
ในสถานศึกษามีอำนาจอิสระและคล่องตัวในการตัดสินใจในการบริหารจัดการในด้านหลักสูตร
การเงิน งบประมาณ บริหารบุคคลและการบริหารทั่วไป
ด้วยระบบแบบมีส่วนร่วมบริหารงานโดยคณะกรรมการโรงเรียน
ลักษณะสำคัญของโรงเรียนในกำกับของรัฐ
1. มีความเป็นอิสระและคล่องตัวในการตัดสินใจ ในการบริหารจัดการด้านวิชาการ
การเงิน และ การบริหารงานทั่วไป ด้วยระบบการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
2. มีความพร้อมในการตรวจสอบและรับผิดชอบในผลงานตามข้อตกลง
3. ลดภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว
4. มีมาตรฐานคุณภาพการศึกษาเป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองชุม และหน่วยงานต่าง ๆ
องค์ประกอบหลักของโรงเรียนในกำกับของรัฐ
1. มีคณะกรรมการสถานศึกษาที่มีองค์ประกอบที่เหมาะสมและหลากหลาย
2. มีธรรมนูญโรงเรียนเป็นแผนหลักบริหารจัดการโดยกฎหมายรองรับ
3. มีระบบการตรวจสอบและรายงานต่อต้นสังกัดชุมชน
4. มีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมที่ได้จากการสนับสนุนของชุมชนและผู้ปกครอง
นำมาใช้ใน การพัฒนาคุณภาพ การเรียนการสอนของนักเรียนตามจุดเน้นของโรงเรียน
เป้าหมายดำเนินการ
ปีการศึกษา 2546
ดำเนินการทดลองนำร่องเป็นโรงเรียนที่มีความพร้อมและด้วยความสมัครใจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ของโรงเรียนจำนวน 19 โรง ประกอบด้วย โรงเรียนมัธยมศึกษาจำนวน 14 โรง
และโรงเรียนประถมศึกษาจำนวน 5 โรง
ปีการศึกษา 2547-2550 ดำเนินการขยายผลปีละประมาณ 10 %
ของโรงเรียนที่มีความพร้อม
คุณสมบัติของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ
1. ภูมิหลังของโรงเรียนที่เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธาของชุมชน สังคม และผู้ปกครอง
2. ผู้บริหาร ครู ชุมชน และผู้ปกครอง
ต้องมีความเต็มใจและเห็นชอบที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามเจตนารมณ์ของโรงเรียน
3. ศักยภาพของผู้บริหารต้องเป็นมืออาชีพ มีความคิดในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
4. โรงเรียนมีศักยภาพที่จะแสดงคุณภาพให้เห็นชัดเจน
มีความพร้อมที่จะรับการตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบในผลที่จะเกิดขึ้นซึ่งต้องมีพันธกิจกับชุมชนไว้ก่อนเริ่มดำเนินงาน
5.
ระบบการบริหารงบประมาณของโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีประสิทธิภาพมีความ
โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
โรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ
ในเบื้องต้นในการทดลองนำร่องในเทอมแรกปีการศึกษา 2546
มีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการทดลองนำร่อง
เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 14 โรง และโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 5โรง
แนวทางการดำเนินงาน
1. จัดทำเกณฑ์และคัดเลือกโรงเรียนเข้าโครงการ
2. จัดทำแนวการดำเนินการด้านวิชาการ บุคลากร การเงิน และบริหารทั่วไป
3. วิเคราะห์ระเบียบ/แนวปฏิบัติที่ไม่เอื้อต่อการให้อิสระในการปฏิบัติงานของโรงเรียน
4.
จัดทำแนวกำหนดสัดส่วนการรับนักเรียนของโรงเรียนในกำกับเพื่อให้โรงเรียนมีอิสระในการรับเด็กได้หลากหลายตามศักยภาพและตามวิสัยทัศน์ของโรงเรียน
5.
ซักซ้อมความเข้าใจกับผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องทุกระดับและขอคำยืนยันในการร่วมโครงการ
6. ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชน
7. ทดลองนำร่องโรงเรียนเข้าโครงการ
ความคาดหวัง
1. โรงเรียนสามารถพัฒนามาตรฐานคุณภาพของผู้เรียนได้สูงขึ้น
มีศักยภาพในการแข่งขันเป็นที่เชื่อถือและยอมรับของผู้ปกครอง ชุมชน และสังคม
2. สถานศึกษามีระบบบริหารแบบมีส่วนร่วมของฝ่าย โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง
3. สถานศึกษามีอิสระในการระดมทรัพยากร
มีความคล่องตัวในการบริหารงบประมาณที่ตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนา
และสามารถลดภาระในการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐลงได้
2. โรงเรียนวิถีพุทธ
คือ โรงเรียนระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้
หรือประยุกต์ใช้ในการบริหารและการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา
เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา อย่างบูรณาการ
รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ
จุดเน้น โรงเรียนวิถีพุทะดำเนินการพัฒนาผู้เรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา คือ ศีล
สมาธิ ปัญญา อย่างบูรณาการ ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการพัฒนา การกิน อยู่ ดู
ฟัง เป็น คือ
มีปัญญารู้เข้าใจในทางคุณค่าแท้ใช้กระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงปัญญา
และมีวัฒนธรรมเมตตา
เป็นฐานการดำเนินชีวิตโดยมีผู้บริหารและคณะครูเป็นกัลยาณมิตรการพัฒนา
ลักษณะโรงเรียนวิถีพุทธ เน้นการจัดสภาพทุก ๆ ด้าน
เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนพัฒนาตามหลักพุทธธรรมอย่างบูรณาการที่ส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงามตามลักษณะแห่งปัญญาวุฒิธรรม
4 ประการ คือ
1. สัปปุริสสังเสวะ หมายถึงการอยู่ใกล้คนดี ใกล้ผู้รู้ มีครู อาจารย์ดี
มีข้อมูล มีสื่อที่ดี
2. สัทธัมมัสสวนะ หมายถึง เอาใจใส่ศึกษาโดยมีหลักสูตร การเรียนการสอนที่ดี
3. โยนิโสมนสิการ หมายถึง
มีกระบวนการคิดวิเคราะห์พิจารณาหาเหตุผลที่ดีและถูกวิธี
4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ หมายถึง
ความสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตได้ถูกต้องเหมาะสม
การจัดสภาพของโรงเรียนวิถีพุทธ ประกอบด้วย ด้านกายภาพ คือ อาคารสถานที่
ห้องเรียน แหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อม เป็นต้น ด้านกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต เช่น
กิจกรรมประจำวัน กิจกรรมวันสำคัญ กิจกรรมนักเรียนต่าง ๆ ด้านการเรียนการสอน
เริ่มตั้งแต่การกำหนดหลักสูตรสถานศึกษา การจัดหน่วยการเรียน
แผนการจัดการเรียนรู้ จนถึงกระบวนการเรียนการสอน
ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ในการปฏิบัติต่อกันระหว่างครูกับนักเรียน
นักเรียนกับนักเรียน หรือครูกับครู เป็นต้น และ ด้านการบริหารจัดการ
ตั้งแต่การกำหนดวิสัยทัศน์ จุดเน้น การกำหนดแผนปฏิบัติการ การสนับสนุน ติดตาม
ประเมินผล และพัฒนา
ต่อเนื่อง
ซึ่งการจัดสภาพในแต่ละด้านจะมุ่งเพื่อให้การพัฒนานักเรียนตามระบบไตรสิกขาดำเนินได้อย่างชัดเจนมีประสิทธิภาพ
ดังเช่น การจัดด้านกายภาพ ควรเป็นธรรมชาติ สภาพชวนให้มีจิตใจสงบ ส่งเสริมปัญญา
กระตุ้นการพัฒนาศรัทธา และศีลธรรม กิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต กระตุ้นให้การกิน
อยู่ ดู ฟัง ดำเนินด้วยสติสัมปชัญญะเป็นไปตามคุณค่าแท้ ด้านการเรียนการสอน
บูรณาการพุทธธรรมในการจัดเรียนรู้ชัดเจน ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ เอื้ออาทร
เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ส่งเสริมทั้ง
วัฒนธรรมเมตตา และวัฒนธรรมแสวงปัญญา เป็นต้น
การบริหารจัดการโรงเรียนวิถีพุทธ
มีขั้นตอนสำคัญ เช่น การเตรียมการ เตรียมทั้งบุคลากร ผู้เกี่ยวข้อง แผนงาน
ทรัพยากร ที่มุ่งเน้นสร้างศรัทธาและฉันทะในการพัฒนา
การดำเนินการจัดสภาพและองค์ประกอบต่างๆ ที่จัดเพื่อส่งเสริม
ให้เกิดความเจริญงอกงามหรือปัญญาวุฒิธรรม ในการพัฒนาผู้เรียน
การดำเนินการพัฒนาทั้งผู้เรียนและบุคลากร ตามระบบไตรสิกขาอย่างต่อเนื่อง
โดยใช้สภาพและ องค์ประกอบที่จัดไว้ข้างต้น ขั้นต่อมา คือ การดูแลสนับสนุน
ใกล้ชิด ด้วยท่าทีของความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน
ที่จะทำให้การพัฒนานักเรียนและงาน ดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อจากนั้น
มีการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยอิทธิบาท 4 และหลักอุปัญญาตธรรม คือ
ความไม่สันโดษ ในกุศลธรรม และความไม่ระย่อในการพากเพียร เป็นต้น
ขั้นสุดท้ายของกระบวนการบริหารแต่เป็นฐานสู่การพัฒนาในลำดับต่อไป คือ
ขั้นประเมินผลและเผยแพร่ผลการดำเนินงาน
ลักษณะการเกื้อกูลสัมพันธ์ โรงเรียนวิถีพุทธและชุมชน
จะมีลักษณะของการร่วมมือ ทั้งสถานศึกษา บ้าน วัด และสถาบันต่างๆในชุมชน
ด้วยศรัทธาและฉันทะ ที่จะพัฒนาทั้งนักเรียน และสังคม ตามวิถีแห่งพุทธธรรม
เพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน
การพัฒนาบุคลากรและคุณลักษณะบุคลากร
การพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธแม้จะยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
แต่บุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารและครู มีความสำคัญ
อย่างยิ่งที่จะเป็นปัจจัย ให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างดี
ทั้งการเป็นผู้จัดการเรียนรู้ และการเป็นแบบอย่างที่ดีในวิถีชีวิตจริง ในลักษณะ
สอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น
การพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษามีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลากหลายวิธีการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรมีคุณลักษณะที่ดีตามวิถีพุทธ เช่น ศรัทธาในพระพุทธศาสนา
และพัฒนาตนให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ละ เลิกอบายมุข การถือศีล 5เป็นนิจ
ความเป็นกัลยาณมิตรต่อศิษย์ และการเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นต้น
การดำเนินการในระยะแรกของโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ เดือนพฤษภาคม 2546
มีโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วม
โครงการประมาณ80 โรงเรียน มีทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา
กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
-1-
[ 1 ] [
2 ]
[
3 ] [ 4 ] |