-  3  -

   สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ


บทบาทหน้าที่
        1). วิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ต่างๆ รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ในการพิสูจน์และจำแนกเด็กที่มีความสามารถพิเศษ วิจัย และพัฒนารูป
             แบบการเรียนการสอน ทั้งในเรื่องของหลักสูตร เนื้อหาสาระ แบบเรียน สื่อ อุปกรณ์ การเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล
            ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ
       2). เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งเอกสาร ตำรา วิดีทัศน์ ฯลฯ เพื่อการศึกษาค้นคว้า แก่ผู้สนใจ
      3). งานพัฒนาและการขยายผลต้นแบบ เสาะหาฟูมฟักเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษและขึ้นทะเบียน เสาะหาผู้ทรง
            คุณวุฒิที่มีความสามารถพิเศษที่จะช่วยเป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยง (Mentors) ให้เยาวชนที่มีความสามารถพิเศษขึ้น
      4). ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดการนำผลการวิจัยไปใช้ในการขยายผลการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถ
            พิเศษ
      5). จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการส่งเสริม สนับสนุนให้แก่เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนาเด็กตามศักยภาพแต่ละบุคคล
      6). แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสานการดำเนินงานทางวิชาการร่วมกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่าง
           ประเทศ
-  ลักษณะองค์กร เป็นองค์คณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นที่สถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการสร้างความเป็นเลิศ ในเรื่องนี้ และมีคณะกรรมการที่มาจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ

ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานที่ผ่านมา
แม้ว่าประเทศไทยมีความพยายามที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ มาเป็นเวลากว่า 20ปี จนเกิดเป็นนโยบายที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ หรือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ไว้แล้วก็ตาม จากการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของปัจจัยต่างๆ ที่มีต่อระบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ทั้งที่เป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในพบว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาการที่ล่าช้าในเรื่องนี้ เนื่องด้วยมีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องการ การแก้ไขหลายประการ ทั้งในด้านโครงสร้าง ระบบการจัดการ และองค์ความรู้ดังนี้
1. ด้านโครงสร้างและกลไกในการบริหารจัดการขณะนี้ประเทศไทย ยังขาดองค์กรกลางระดับชาติ (Nation Center) ที่มั่งคงถาวรที่จะ
    รองรับการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ดังเช่นที่มีการจัดตั้งขึ้นในทุกประเทศ ที่มีความสำคัญและเห็นความจำเป็น ในเรื่องนี้จึง
   เป็นผลให้
1). ขาดการประสานการดำเนินงานที่เชื่อมต่อ ส่งเสริม สนับสนุนซึ่งกันและกันนับแต่การวางเป้าหมาย ในการพัฒนาประเทศที่ต้องการ
    เชื่อมโยงกับการพัฒนาการศึกษา สำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อสร้างสรรค์ผู้นำให้กับประเทศได้อย่างตรงเป้าหมาย
2). ขาดการวางระบบและกลไกที่จะค้นหาและพัฒนาเด็กตั้งแต่เยาว์ การได้มาซึ่งเด็กที่มีความสามารถพิเศษจึงยังทำได้ไม่กว้างขวาง
    ไม่สามารถสร้างความเสมอภาคในโอกาสที่จะทำให้เด็กไทยที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ได้รับการ
     พัฒนาเต็มตามศักยภาพอย่างทั่วถึง
3)  ขาดการประสานการดำเนินงานเชื่อมโยงภายในระบบการศึกษาด้วยกัน จึงทำให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษไม่ได้รับการพัฒนา
     อย่างต่อเนื่องและเต็มศักยภาพ
4). ขาดการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรทางการศึกษากับองค์กรเครือข่ายสนับสนุนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ
      การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เช่น องค์กรด้านจิตวิทยาการแพทย์ การบำบัด ที่จะต้องร่วมมือกันในการพัฒนา
     เด็กอย่างเป็นสหวิทยาการ
2. ด้านองค์ความรู้
ผลของการขาดโครงสร้างและกลไกในการบริหารจัดตั้งดังกล่าวข้างต้น ได้ส่งผลให้ประเทศไทย ขาดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดปัญหา ตามมาดังนี้
1). ประชาชนทั่วไปและผู้ที่เกี่ยวข้องขาดความรู้ ความเข้าใจ และมองไม่เห็นถึงความสำคัญ ความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันสร้างสรรค์ผู้นำให้กับประเทศ จึงมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณและการระดมทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
2). บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะครูผู้สอนรวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองยังมีความเข้าใจผิด และไม่ทราบถึง
แนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ในการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ
3). การที่ประเทศไทยยังมีองค์ความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนี้ไม่เพียงพอเนื่องจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษมีจำกัด สถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตบุคลากรในเรื่องนี้ โดยตรงมีเพียงสถาบันเดียว คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งผลิตบุคลากรระดับปริญญาโทได้ปีไม่มากนัก และผู้ที่จบไปมักมิได้มอบหมายให้ปฏิบัติงานตามความรู้ที่ได้รับไป ซึ่งการขาดบุคลากรนี้ถือเป็นปัญหาที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
4). การไม่มีองค์ความรู้ในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การศึกษาในโรงเรียนเฉพาะทางหรือโรงเรียนทั่วไป ที่มุ่งความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ยังเป็นไปอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชา เป็นผลให้ไม่สามารถดำเนินการได้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามที่กำหนดไว้เท่าที่ควรจะเป็น

ยุทธศาสตร์การดำเนินงานสำหรับประเทศไทย
1. ระดับนโยบาย
1). จัดทำแผนพัฒนาประเทศที่เชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายการพัฒนาประเทศในทุกสาขากับการให้การศึกษาสำหรับ
ผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ที่สอดคล้องกับบริบท สภาพแวดล้อมและทรัพยากรของประเทศไทย เช่น การสร้างผู้นำด้านการบริหารจัดการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การสร้างนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ด้านการใช้ พลังงานแสงแดด ด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและอื่นๆ ที่เหมาะสมกับทรัพยากรและจุดเด่นอื่นๆ ของประเทศ
2). วางระบบกลไกรวมถึงจัดตั้งองค์กรระดับชาติที่ถาวร เพื่อรองรับและวางระบบการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่าง
จริงจัง โดยในระยะแรกอาจกำหนดให้อยู่ในหน่วยงานของรัฐและพัฒนาให้เป็นองค์กรในกำกับของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีกฎหมายรองรับ เพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างคล่องตัว
3). ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดองค์กรเครือข่ายต่างๆ ทั้งที่เป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงและกลุ่มผู้สนใจ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้การดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ดังที่ประเทศต่างๆ ได้ดำเนินการ เช่น การจัดตั้ง กองทุน มูลนิธิ สมาคม ฯลฯ
4). จัดทำแผนการผลิตและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความชำนาญในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ เพื่อรองรับการดำเนินงานพร้อมๆ กัน ไปกับการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยส่งบุคลากรเข้าศึกษาต่อทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศ เพื่อเอื้อต่อคณะศึกษาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ให้สามารถเปิดสอนสาขาวิชาดังกล่าว รวมถึงการพัฒนาบุคลากรครู
ในสถานศึกษาต่าง ๆ ได้กว้างขวางมากขึ้น
5). ส่งเสริม สนับสนุนทั้งในด้านทรัพยากรและวิชาการเพื่อให้สถานศึกษา สามารถจัดการเรียนการสอน ให้แก่เด็กที่มีความสามารถพิเศษได้อย่างเหมาะสมถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนทั่วไป เพราะผลการ
ดำเนินการดังกล่าวได้ส่งผลให้เด็กทั่วไปได้รับการพัฒนาด้วย
6). ให้มีการปรับปรุงโรงเรียนเฉพาะทางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อความเป็นเลิศในสาขาต่าง ๆ ให้มีการดำเนินงานที่ถูกต้อง ตามหลักวิชาการในการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ
7). ประชาสัมพันธ์ด้วยรูปแบบ และวิธีการต่างๆ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้เห็นความสำคัญและความจำเป็นของการค้นหาและพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อสร้างสรรค์ผู้นำในการพัฒนาประเทศ
8). สร้างกลไกความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรต่างๆ ที่เป็นสหวิทยาการจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านจิตวิทยาการแพทย์ การบำบัด เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษอย่างเป็นระบบ
9). จัดตั้งและเชื่อมโยงกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและระดมทรัพยากรจากทุกส่วนของสังคม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้การดำเนินงานในเรื่องนี้เป็นไปอย่างถูกต้องกว้างขวางและรวดเร็ว ทันกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ

2. ระดับปฏิบัติ
1) สถานศึกษา
(1) ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริหารและบุคลากรของโรงเรียน รวมถึงนักเรียนทุกคนให้มีความรู้ความเข้าใจถึงลักษณะของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงาน
(2) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงาน เพื่อรองรับการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งร่วมถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเวลาเรียน และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากผู้บริหารที่ต้องชี้แนะและลงมือร่วมกับครูอย่าง ใกล้ชิดจนประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติ
(3) ปรับระบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่เน้นความแตกต่างเป็นรายบุคคลและการเรียนรู้โดยผ่านสื่อประเภทต่างๆ ซึ่งครูจะต้องเป็นผู้ชี้แนะ ฉะนั้น การนิเทศเพื่อให้ครูปรับบทบาทใหม่ จึงมีความ
จำเป็นที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง รวมทั้งการมีสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่ท้าท้ายเด็กกลุ่มนี้อย่างเพียงพอตลอดเวลา
(4) ปรับการวัดผลประเมินผลที่เน้นการประเมินตามสภาพจริง
(5) บุคลากรที่จัดการเรียนการสอนให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ควรคัดเลือกเป็นอย่างดี และควรให้การอบรมและฝึกฝนปฏิบัติการวิจัยร่วมสอน ในลักษณะการศึกษาพิเศษ เพราะการได้รับการอบรมช่วยเหลือ แนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องทำให้ครูมีความมั่นใจ และสามารถดำเนินการให้ประสบผลสำเร็จได้
(6) ควรมีการระดมทรัพยากรไว้อย่างเพียงพอ เนื่องจากการจัดการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มดังกล่าว จำเป็นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงปัจจัยต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้น จึงควรประสานความช่วยเหลือร่วมมือทั้งทางด้านความรู้ วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ สื่อ – อุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งจากองค์กรต่าง ๆ รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองอย่างเพียงพอ
2) ครอบครัว
(1) ส่งเสริม สนับสนุนให้บิดามารดา ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ในการพัฒนา บุตรหลานให้มีการพัฒนาที่สมบูรณ์รอบด้าน สามารถสังเกตแววศักยภาพและส่งเสริมสนับสนุนได้อย่างถูกแนวทาง โดยเฉพาะในด้านที่มีความสามารถพิเศษ โดยจัดให้มีองค์กรที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือ
(2) ให้มีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสถานศึกษา
(3) ส่งเสริม สนับสนุน บุตรหลานด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ตามควรแก่ฐานะ

สรุปแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
นิยาม เด็กที่มีความสามารถพิเศษ หมายถึง " เด็กที่แสดงออกซึ่งความสามารถอันโดดเด่นด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน ในด้านสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ การใช้ภาษา การเป็นผู้นำ การสร้างงานทางด้านทัศนศิลป์และศิลปะการแสดง ความสามารถทางดนตรี ความสามารถทางกีฬา และความสามารถทางวิชาการในสาขาใดสาขาหนึ่ง หรือ หลายสาขาอย่างเป็นที่ประจักษ์เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่มีอายุระดับเดียวกัน สภาพแวดล้อมเดียวกัน"
จากผลการวิจัยเบื้องต้นสำหรับประเทศไทย เด็กและเยาวชนไทยที่มีความสามรถพิเศษมีอยู่ประมาณร้อยละ 3 ในแต่ละสาขา แต่อดีตที่ผ่านมาการจัดการศึกษาของประเทศไทยยังไม่เอื้อต่อการค้นหา และพัฒนาเด็กกลุ่มนี้อย่างเต็มตามศักยภาพ
กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เล็งเห็นความสำคัญและเป็นความจำเป็นในการกำหนดนโยบายเร่งด่วน ในการดำเนินการเรื่องนี้ โดยกำหนดให้เป็น 1 ในโรงเรียนรูปแบบใหม่
ในระยะที่ผ่านมาประเทศไทยขาดองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ ทั้งในเรื่องความรู้ ความเข้าใจ ลักษณะของเด็ก นิยาม ความหมาย การตรวจสอบ / คัดแยกเด็ก รวมถึงวิธีการจัดการศึกษาที่เหมาะสมให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้
แต่ในปัจจุบันตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไข พ.ศ.2545 มาตรา 10วรรคสี่ ระบุว่า การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น
ดังนั้น ในการกำหนดแนวทางการดำเนินงานในการค้นหาและพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนแม่บทในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ ซ่งจะเป็นแผนระยะยาวและให้มีการจัดทำระยะสั้นในการการเตรียมความพร้อมที่จะดำเนินการในช่วง 3 ปี ( พ.ศ.2546 - พ.ศ.2548)

-  แผนระยะสั้น (3 ปี ) จะมุ่งเน้นในการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ในปีแรกและจะเริ่มดำเนินการในโรงเรียนนำร่อง ในปีถัดไป

ดังนั้นในปีการศึกษา 2546 จะเป็นการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ดังนี้
1. การเตรียมความพร้อมด้านพัฒนาบุคลากร
เป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการเรียนการสอน การเลี้ยงดูเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ตั้งแต่ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา
การดำเนินการ
(1) จัดประชุมสัมมนาภายในประเทศ โดยเชิญผู้บริหาร ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง นักศึกษา เข้าร่วมประชุมรับฟัง
องค์ความรู้ หลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ วิทยากรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งภายในประเทศและ
ต่างประเทศ
(2) การจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาในการจัดระบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
(3) จัดอบรม ผู้บริหาร ครู อาจารย์ ให้เข้าใจแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ทั้งระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา
(4) จัดส่งบุคลากรไปศึกษาต่อทั้งระยะสั้น และระยะยาว (ปริญญาตรี โท เอก) ในต่างประเทศ
(5) จัดเวทีสร้างสรรค์การเสริมประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้ที่เป็นการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม ของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ โดยเฉพาะด้านดนตรี กีฬา การแสดง
2. การเตรียมความพร้อมด้านศูนย์ข้อมูล
กำหนดให้มีศูนย์ข้อมูลกลาง ศูนย์ข้อมูลประจำเขตพื้นที่การศึกษา และศูนย์ข้อมูลประจำโรงเรียน / สถาบันจะเป็นศูนย์ข้อมูล
- ด้านวิชาการ
- บุคลากร (ผู้เชี่ยวชาญ)
- เด็กที่มีความสามารถพิเศษ
- สื่อ
- เครือข่ายโรงเรียน และเครือข่ายผู้ปกครอง
3. การเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือค้นหาเด็ก
กระบวนการในการค้นหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เป็นกระบวนการที่ต้องใช้หลายวิธี ซึ่งในปัจจุบันก็มีเครื่องมืออยู่บ้าง แต่ความสามารถพิเศษมีหลายด้าน และแต่ละด้านก็จะใช้เครื่องมือหรือกระบวนการค้นหาแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในด้านนี้ให้ชัดเจน หากตัดสินใจผิดพลาดเด็กก็จะพลาดโอกาสในการพัฒนา
4. การเตรียมความพร้อมด้านหลักสูตร
โดยทฤษฎีการจัดหลักสูตรสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษจะมี 4 วิธีคือ
(1) วิธีลดระยะเวลาเรียน หรือข้ามชั้นเรียน(Acceleration) อาจข้ามเป็นชั้น หรือข้ามบางวิชา
(2) วิธีเพิ่มพูนประสบการณ์ (Enrichment)
เป็นการขยายกิจกรรมในหลักสูตรให้กว้างและลึกซึ้งกว่าที่มีอยู่ในหลักสูตรปกติ ซึ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหา เช่น การจัดชุดการเรียนการสอนรายบุคคล การทำโครงงาน การจัดทัศนศึกษา
(3) วิธีขยายหลักสูตร (Extension)
เป็นการจัดโปรแกรมการศึกษานอกหลักสูตรที่ตอบสนองความสนใจและความสามารถเป็นรายบุคคล เด็กสามารถเรียนเกินกว่าหลักสูตรการเรียนแบบA P Program (Advance Placement Program)
(4) การใช้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษา (Mentoring)
แต่โดยหลักการแล้ว การจัดการศึกษาไม่ใช้วิธีการเดียว เพราะทำให้เกิดสภาพการศึกษาที่ไม่ยืดหยุ่นตามสภาพ ความสามารถของเด็ก และการเลือกใช้วิธีใดก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาและใช้หลายวิธีในโครงการเดียวกัน
ดังนั้น ในการเตรียมความพร้อมด้านหลักสูตร ก็จะมีการนำเสนอแนวทางการจัดหลักสูตรของวิชาต่างๆ ตามวิธีต่างๆ
ดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นในการดำเนินการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษต่อไป
5. การเตรียมความพร้อมด้านงานวิจัย
จะมีการจัดสรรทุนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษในทุกเรื่อง
6. การเตรียมความพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์
จะจัดให้มีการประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางในทุกรูปแบบ ทั้งการประชาสัมพันธ์ด้วยเอกสารวิชาการ การจัดรายการโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์
การดำเนินการปี 254๗ – 2548
เมื่อเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ แล้วจะมีการคัดเลือกโรงเรียนเข้าโครงการนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลต่อไป
นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดแผนการในการดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในการสร้างองค์ความรู้ การจัดโปรแกรมวิชาในศึกษาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้วย โดยจะเสนอให้มีรายวิชาบังคับหรือวิชาเลือกและนำเสนอให้มีสาขาวิชานี้ในระดับปริญญาตรี โท และเอกด้วย
การดำเนินการเรื่องนี้เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการลงทุนที่สร้างนักวิชาการให้บ้านเมือง สร้างผู้นำสาขาต่างๆ แม้แต่สาขาการเมืองการปกครองก็จะเป็นสาขาหนึ่งซึ่งสำคัญมาก ก็นับเป็นหนึ่งในความสามารถพิเศษที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่เฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา กีฬา ดนตรี ศิลปะการแสดงเท่านั้น
ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนแม่บท เพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ คณะทำงานและผู้ประสานงาน (น.ส.พจนีย์ เจนพนัส กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โทร. 02282 8466, 02281 1392)

-  3  -

   [  1  ]  [  2  ]      [  ]  [  4  ]